บทที่ 25 “เยี่ยเสวียน!”
เยี่ยเสวียนหยุดฝีเท้าเพียงครู่ ดวงตาคมกริบกวาดมองรอบด้านอย่างเงียบงัน
ถ้ำแห่งนี้… ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ธรรมดา
มันคล้ายหัวใจของภูเขาลูกนี้
และหัวใจดวงนั้นกำลังเต้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา
“นั่นกระจกสวรรค์อยู่ตรงนั้น” ฉางซีเอ่ยเสียงแผ่ว แต่แฝงความตื่นเต้นไว้ไม่มิด พลางชี้ไปยังใจกลางถ้ำ
บานกระจกไม่ใหญ่ เพียงเท่าฝ่ามือสตรี ทว่ากลับดึงดูดสายตายิ่งกว่าสิ่งใด ด้ามจับเรียวยาวประณีต สลักลายเมฆซ้อนชั้นละเอียดจนแทบมองไม่เห็น หากเพ่งดี ๆ จะเห็นเส้นทองบาง ๆ วิ่งไปตามลายคล้ายมีพลังไหลเวียนอยู่ภายใน
ผิวกระจกใสกระจ่างดุจผิวน้ำไร้คลื่น มีหมอกบาง ๆ เคลื่อนไหวช้า ๆ อยู่ภายใน คล้ายกักเก็บท้องฟ้ายามรุ่งสางเอาไว้ทั้งผืน
มันลอยอยู่เหนือพื้นเพียงหนึ่งช่วงแขน รอบกายมีเส้นแสงจาง ๆ พาดผ่านเป็นวงซ้อนกันหลายชั้น คล้ายด้ายเงินที่มองแทบไม่เห็น หากตั้งใจฟังจะได้ยินเสียงฮึมเบาบาง เหมือนสายลมลอดผ่านระฆังหยก
“เหมือนว่ามันจะอยู่ในใจกลางค่ายกล” ฉางซีพึมพำ พลางก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว แต่ทันทีที่ปลายเท้าแตะเส้นแสงวงนอกสุด อากาศรอบด้านก็สั่นสะเทือนแผ่ว ๆ ราวกับผิวน้ำถูกแตะ
เยี่ยเสวียนยื่นมือมารั้งแขนเสื้อของนางไว้ทันที
“อย่าเพิ่งเข้าใกล้”
แววตาเขาเย็นนิ่งกว่าปกติ ขณะกวาดมองเส้นแสงที่หมุนวนช้า ๆ รอบกระจก
“ค่ายกลนี้ไม่ใช่เพียงป้องกัน… มันเหมือนกำลังทำบางสิ่งบางอย่าง”
ฉางซีชะงัก นางเพ่งมองอีกครั้ง ครานี้จึงเห็นว่าทุกครั้งที่หมอกในกระจกไหว เส้นแสงรอบ ๆ จะเรืองขึ้นตามจังหวะ คล้ายกำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง
“มันกำลังตรวจสอบผู้ที่เข้าใกล้…” นางเอ่ยเบา ๆ
กระจกสวรรค์ยังคงลอยนิ่งอยู่กลางถ้ำ แสงเงินอมฟ้าจากผนังหินสะท้อนกับขอบทองจนเกิดประกายบาง ๆ คล้ายดวงดาวล้อมจันทร์
ยิ่งมองนานเท่าใด ความรู้สึกประหลาดก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
มันไม่ได้เป็นเพียงวัตถุศักดิ์สิทธิ์
แต่มันเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลัง “มองกลับมา”
ฉางซีสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นในอก
“ไม่ว่าอย่างไร… เราต้องเอามันไปให้ได้”
คำพูดของนางแผ่วเบา แต่หนักแน่น
ขณะเดียวกัน หมอกภายในกระจกก็ค่อย ๆ รวมตัวแน่นขึ้น
ฉางซีหันมามองหน้าเยี่ยเสวียน แววตาจริงจังขึ้นทันที
“เจ้า เข้าไปเอามันมาให้ข้า” นางเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “จงระวัง กระจกสวรรค์มีพลังปกป้องตนเอง ระหว่างที่เจ้าจะช่วงชิง ต้องมีพลังสะท้อนกลับแน่”
น้ำเสียงของนางแม้มั่นคง ทว่าแฝงความกังวลบางเบาไว้ลึก ๆ
เยี่ยเสวียนพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
เขาไม่ถามเหตุผล ไม่ถามว่าหากพลาดจะเป็นเช่นไร ไม่ถามแม้แต่ว่าควรใช้วิธีใด
เพียงเพราะนางเชื่อว่าเขาทำได้
และเพราะนางเป็นผู้เอ่ยคำสั่ง
สำหรับเขา เท่านั้นก็เพียงพอ
ดวงตาคมกริบทอดมองไปยังกระจกสวรรค์อีกครั้ง แสงเงินรอบค่ายกลสะท้อนในนัยน์ตาสีเข้มของเขา จนดูคล้ายมีประกายแปลกประหลาดซ่อนอยู่
“ข้าจะระวัง” เขาตอบเรียบง่าย
ฉางซีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย คล้ายอยากเอ่ยบางอย่างเพิ่มเติม แต่สุดท้ายก็เพียงพยักหน้า
“หากรู้สึกว่าพลังสะท้อนกลับรุนแรงเกินไป ถอยออกมา อย่าฝืน”
คำเตือนนั้นหลุดออกมาเองโดยไม่ทันคิด
เยี่ยเสวียนเหลือบตามองนางครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มบางเบา
“อืม”
สิ้นเสียงตอบรับ เขาก็ก้าวเข้าไป
ทันทีที่ปลายเท้าแตะเส้นแสงวงนอกสุด อากาศรอบด้านสั่นสะเทือนอีกครั้ง เส้นแสงสีเงินที่หมุนช้า ๆ พลันเรืองขึ้นชัดกว่าเดิม ราวกับค่ายกลตื่นจากการหลับใหล
พลังบางอย่างแผ่ออกมา กดดันแน่นหนาจนพื้นศิลาสั่นไหวแผ่ว ๆ
ฉางซีลอบกลั้นหายใจ มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
เยี่ยเสวียนกลับยังคงเดินต่อไปอย่างมั่นคง ทุกก้าวนิ่งสงบ ไร้ความลังเล ราวกับแรงกดดันรอบกายไม่ได้ส่งผลต่อเขาแม้แต่น้อย
ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางค่ายกล แสงยิ่งหมุนเร็วขึ้น หมอกในกระจกเริ่มปั่นป่วน ราวกับคลื่นพายุขนาดย่อมก่อตัวอยู่ภายใน
แล้วในชั่วขณะที่เขายื่นมือออกไป
เส้นแสงทั้งหมดพลันหดตัวเข้าหาศูนย์กลาง ก่อนระเบิดพลังสะท้อนออกมาเป็นคลื่นไร้รูป เสียงครืนต่ำดังก้องไปทั่วถ้ำ
แรงกระแทกพุ่งใส่เขาโดยตรง
เสื้อผ้าของเยี่ยเสวียนสะบัดวูบ เส้นผมสีเข้มปลิวกระจาย ทว่าเขาไม่ได้ถอยแม้ครึ่งก้าว ฝ่ามือที่ยื่นออกไปยังมั่นคงดังเดิม
แววตาคมนิ่งสนิท
พลังสะท้อนปะทะเข้ากับปราณมารที่แผ่ออกมาจากกายเขา เกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้แสงรอบถ้ำกระเพื่อมไหว
ฉางซีรู้สึกได้ถึงแรงกดดันนั้น แม้ยืนอยู่ห่างออกมา นางกัดฟันแน่น
กระจกสวรรค์กำลังปะทะกับพลังมารของเขา
มือของเยี่ยเสวียนยังคงเคลื่อนเข้าไปอย่างช้า ๆ ฝ่าพลังสะท้อนนั้นโดยไม่เร่งรีบอย่างยากลำบาก
ในที่สุด ปลายนิ้วของเขาก็แตะถึงด้ามจับสีทอง
ทันใดนั้น หมอกภายในกระจกหยุดนิ่งสนิท
ทั้งถ้ำเงียบกริบ ราวกับเวลาถูกหยุดไว้ชั่วขณะ
แต่ความเงียบนั้นคงอยู่เพียงเสี้ยวลมหายใจ
แรงบางอย่างที่มองไม่เห็นพลันไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างของเขาผ่านปลายนิ้ว คล้ายกระแสน้ำเชี่ยวกรากพุ่งสวนทวนเส้นลมปราณโดยตรง
เยี่ยเสวียนชะงักไปครู่หนึ่ง
จากนั้นร่างสูงก็สั่นไหวเล็กน้อย
เข่าทรุดลงกระแทกพื้นศิลาเสียงทึบ มืออีกข้างยันพื้นไว้ไม่ให้ล้มทั้งตัว เลือดสีเข้มกระอักออกมาจากริมฝีปาก หยดลงบนพื้นหินเป็นจุดแดงฉานตัดกับแสงเงินของถ้ำอย่างชัดเจน
ผมที่รวบไว้คลายหลุด สยายตกลงมาปรกข้างแก้ม ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งซีดลงในพริบตา
พลังปราณในกายเขาปั่นป่วนรุนแรง เส้นลมปราณคล้ายถูกฉีกกระชากจากภายใน กระแสพลังที่ควรไหลเวียนอย่างมั่นคงกลับตีกลับสับสน ราวกับมีบางสิ่งแทรกเข้ามาบังคับทิศทาง
กระจกสวรรค์ไม่ได้เพียงสะท้อนพลัง
มันกำลัง “ชำระพลัง”
ฉางซีหน้าเปลี่ยนสีทันที
“เยี่ยเสวียน!”
นางก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว แต่แรงกดดันจากค่ายกลยังไม่สลาย ทำให้นางต้องหยุดอยู่ห่างออกมา
